Social Metric

Social Metric เป็นเกณฑ์การวัดประสิทธิภาพการสื่อสารบนโซเซียลมีเดีย ที่ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินการมอบรางวัลในงาน Thailand Social Awards โดยทำการเก็บข้อมูลทางสถิติ จากโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มหลักของทุกปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม และนำมาคำนวณวัดประสิทธิภาพโดยใช้ปัจจัยทั้งในเชิงปริมาณ (Quantity) และเชิงคุณภาพ (Quality) เพื่อให้ได้ค่าชี้วัดประสิทธิภาพการสื่อสารบนโซเชียลมีเดีย (Social Metric Score) ทั้งนี้ การให้น้ำหนัก (Weighted) ในแต่ละปัจจัย จะถูกนำมาพิจารณาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ รวมถึงมีการปรับตามพฤติกรรมการใช้งานโซเชียลมีเดียของคนไทยทุกปี เพื่อให้ได้มาซึ่งการวัดผลที่สมบูรณ์และครอบคลุมอย่างแท้จริง โดยแบ่งเป็นเกณฑ์การวัดผลตามกลุ่มการให้รางวัล ซึ่งมีเกณฑ์ที่แตกต่างกัน 3 กลุ่ม  ดังนี้

  • Social Metric for Brand : เกณฑ์การวัดประสิทธิภาพการสื่อสารของแบรนด์บนโซเซียลมีเดีย
  • Social Metric for Creator : เกณฑ์การวัดประสิทธิภาพการสื่อสารของครีเอเตอร์บนโซเซียลมีเดีย
  • Social Metric for Content : เกณฑ์การวัดประสิทธิภาพการสื่อสารของคอนเทนต์บนโซเซียลมีเดีย

Social Metric for Brand

Social Metric for Brand เป็นเกณฑ์การวัดประสิทธิภาพการสื่อสารของแบรนด์บนโซเซียลมีเดีย โดยเก็บรวบรวมข้อมูลทางสถิติกว่า 2,500 แบรนด์ จากโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มหลัก และวัดประสิทธิภาพโดยใช้ปัจจัยสำคัญกว่า 70 ปัจจัย ทั้งในเชิงปริมาณ (Quantity) และเชิงคุณภาพ (Quality) เพื่อให้ได้ค่าชี้วัดประสิทธิภาพการสื่อสารของแบรนด์บนโซเชียลมีเดีย (Social Metric Score) ซึ่งจะถูกคำนวณมาจากโซเชียลมีเดีย 2 ส่วนหลัก คือ ช่องทางหลัก Official Account ของแบรนด์ (Owned Media) และช่องทางโซเซียลมีเดียอื่น ๆ ที่กล่าวถึงแบรนด์ เช่น สื่อ อินฟลูเอนเซอร์ หรือบุคคลทั่วไป (Earned Media)

การวิเคราะห์ข้อมูลแยก Owned Media และ Earned Media

เพราะแบรนด์ต่างต้องการสร้างพื้นที่ของตัวเองให้แข็งแกร่ง อีกทั้งยังต้องการได้รับการกล่าวถึงและถูกจดจำในมุมมองที่ดีจากผู้บริโภค ดังนั้น เพื่อให้การวิเคราะห์ประสิทธิภาพการสื่อสารบนโซเชียลมีเดียทั้งสองด้านเกิดความสมดุล เราจึงแยกพิจารณา Owned Media และ Earned Media 

สำหรับการวัดผลทาง Earned Media เราได้เก็บข้อมูลด้วยเครื่องมือ Zocial Eye โดยใช้คีย์เวิร์ดที่กล่าวถึงชื่อแบรนด์มากกว่า 15,000 คีย์เวิร์ด เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ครบถ้วนมากที่สุด

อาจกล่าวได้ว่า แม้แบรนด์จะสามารถสร้างประสิทธิภาพในด้าน Earned Media ได้ดีเพียงใด หากละเลยในฝั่ง Owned Media ก็อาจทำให้คะแนนไม่สูงอย่างที่ควรจะเป็น ในทางตรงกันข้าม หากจัดการ Owned Media ได้ดี แต่ละเลย Earned Media ก็อาจะทำให้ผลคะแนนไม่สูงเช่นกัน

การวิเคราะห์ปัจจัยด้านปริมาณ (Quantity) และคุณภาพ (Quality)

เพื่อทำให้เกิดความครอบคลุมในการวัดผลบนโซเชียลมีเดียซึ่งมีปัจจัยมากมาย และมีมุมในการวิเคราะห์ที่หลากหลาย จึงต้องอาศัยปัจจัยทั้งในด้านปริมาณ (Quantity) ซึ่งแสดงถึงการรับรู้ของชาวโซเชียลที่มีต่อแบรนด์ ควบคู่กับด้านคุณภาพ (Quality) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้น ว่าคอนเทนต์นั้นมีคุณภาพหรือไม่อีกด้วย 

ปัจจัยการวัดประสิทธิภาพด้านปริมาณ

  • Follower and its growth: จำนวนผู้ติดตาม และการเติบโต
  • View & Interaction: จำนวนความสนใจที่บุคคลมีต่อเนื้อหาของแบรนด์
  • Number of Voice: คำสนทนาที่พูดถึงแบรนด์บนโซเชียลมีเดีย

ปัจจัยการวัดประสิทธิภาพเชิงคุณภาพ

  • Comment & Share Ratio: สัดส่วนการแสดงความคิดเห็น และการส่งต่อเนื้อหาของแบรนด์ เมื่อเทียบกับค่าปฏิสัมพันธ์โดยรวม
  • Quality Comment: การแสดงความคิดเห็นที่สื่อถึงความสนใจที่มีต่อแบรนด์ หรือการแนะนำต่อให้บุคคลอื่น
  • Sentiment: การแสดงความรู้สึกต่อแบรนด์
  •  

ทั้งนี้ ผลจากการวิเคราะห์ตัวเลขที่มาจากปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวแทนการวัดผลในมุมมองต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งประสิทธิภาพการจัดการบนโซเชียลมีเดียที่ดีของแบรนด์ โดยที่ งดเว้นการนับรวมตัวเลขจากการวัดผล เช่น Comment Ratio (สัดส่วนของ Comment เทียบกับ Engagement) ที่เกิดจากกิจกรรมที่เข้าข่ายสแปมและการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ไม่เป็นธรรมชาติทุกรูปแบบ1

การวัดผลข้ามแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นตามลักษณะของกลุ่มธุรกิจ

ในแต่ละกลุ่มธุรกิจต่างมีการใช้งานแพลตฟอร์มที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของแต่ละแบรนด์ เราจึงมีการปรับให้ความสำคัญแต่ละแพลตฟอร์มของแต่ละธุรกิจให้แตกต่างกัน โดยพิจารณาจาก

  1. แพลตฟอร์มที่ ‘คนไทย’ นิยมใช้งาน
  2. แพลตฟอร์มที่ ‘แบรนด์ในประเทศไทย’ นิยมใช้งาน
  3. แพลตฟอร์มที่ ‘แบรนด์ในธุรกิจเดียวกัน’ นิยมใช้งาน

โดยเราใช้ข้อมูลจากทั้ง 3 มุมมองนี้มาสรุปผลเชิงสถิติ เพื่อเป็นการให้ความสำคัญกับปัจจัยที่เหมาะสม และเกิดความยืดหยุ่นเหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้งานในโซเชียลมีเดียของแต่ละกลุ่มธุรกิจนั่นเอง

Social Metric for Content

Social Metric for Content เป็นเกณฑ์การวัดประสิทธิภาพการสื่อสารของภาพยนตร์ไทย, ละครไทย, รายการโทรทัศน์และรายการออนไลน์บนโซเซียลมีเดีย ผ่านการวิเคราะห์คำสนทนาบนโซเชียลมีเดียที่มีต่อคอนเทนต์เหล่านั้นทั้งจากสื่อ อินฟลูเอนเซอร์ หรือบุคคลทั่วไป (Earned Media) เท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มรางวัลของแบรนด์และครีเอเตอร์

เบื้องหลังการคำนวณ เรามีการเก็บรวบรวมข้อมูลทางสถิติกว่า 700 คอนเทนต์สายบันเทิง จากโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มหลัก โดยใช้ปัจจัยสำคัญ 28 ปัจจัย ทั้งในเชิงปริมาณ (Quantity) และเชิงคุณภาพ (Quality) เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าชี้วัดประสิทธิภาพการสื่อสารของคอนเทนต์สายบันเทิงบนโซเชียลมีเดีย (Social Metric Score)

การวิเคราะห์ข้อมูลจากคำสนทนาบนโซเชียลมีเดีย (Earned Media)

เนื้อหาสายบันเทิง ทั้งภาพยนตร์ไทย, ละครไทย, รายการโทรทัศน์และรายการออนไลน์ ต่างต้องการขยายความสนใจของผู้คนไปสู่โซเชียลมีเดียให้กว้างขวางมากที่สุด เราจึงให้ความสำคัญกับการพิจารณาประสิทธิภาพของคำสนทนาบนโซเชียลที่มาจากสื่อ อินฟลูเอนเซอร์ หรือบุคคลทั่วไป (Earned Media) เท่านั้น ซึ่งเป็นการวัดความโด่งดังของคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียนั่นเอง 

สำหรับการวัดผลทาง Earned Media เราได้มีการเก็บข้อมูลด้วยเครื่องมือ Zocial Eye โดยใช้คีย์เวิร์ดที่กล่าวถึงชื่อคอนเทนต์สายบันเทิงมากกว่า 1,500 คีย์เวิร์ด เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ครบถ้วนมากที่สุด

การวิเคราะห์ปัจจัยด้านปริมาณ (Quantity) และคุณภาพ (Quality)

หลักการวิเคราะห์เพื่อทำให้เกิดความครอบคลุมในการวัดผลบนโซเชียลมีเดียที่มีปัจจัยมากมาย อีกทั้งมีมุมในการวิเคราะห์ที่หลากหลาย จำเป็นต้องอาศัยปัจจัยในด้านปริมาณ (Quantity) ซึ่งแสดงถึงการรับรู้ของชาวโซเชียลที่มีต่อคอนเทนต์สายบันเทิง ควบคู่กับด้านของคุณภาพ (Quality) ที่เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้น ว่าคอนเทนต์นั้นจะต้องมีคุณภาพอีกด้วย 

ปัจจัยการวัดประสิทธิภาพด้านปริมาณ

  • View & Interaction: จำนวนความสนใจที่บุคคลมีต่อเนื้อหาของครีเอเตอร์
  • Number of Voice: คำสนทนาที่พูดถึงคอนเทนต์สายบันเทิงบนโซเชียลมีเดีย

ปัจจัยการวัดประสิทธิภาพด้านคุณภาพ

  • Comment & Share Ratio: สัดส่วนการแสดงความคิดเห็น และการส่งต่อเนื้อหาของคอนเทนต์สายบันเทิง เมื่อเทียบกับค่าปฏิสัมพันธ์โดยรวม

ผลจากการวิเคราะห์ตัวเลขที่มาจากปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวแทนการวัดผลในมุมมองต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลความนิยมบนโซเชียลของคอนเทนต์สายบันเทิง

การวัดผลข้ามแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นตามความเหมาะสมของแต่ละคอนเทนต์

เนื้อหาสายบันเทิงต่างมีความนิยมในแต่ละแพลตฟอร์มที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับคอนเทนต์ว่าเข้ากับไลฟ์สไตล์ของแต่ละแพลตฟอร์มหรือมีการเน้นโปรโมทที่แพลตฟอร์มใด เราจึงมีการปรับให้ความสำคัญรายแพลตฟอร์มของแต่ละคอนเทนต์ให้เหมาะสม

ทั้งนี้ เราให้ความสำคัญ (Weighted) สูงสุด กับแพลตฟอร์มที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม แต่ละแพลตฟอร์มต่างมีความยากง่ายในการสร้าง Interaction ที่แตกต่างกัน เช่น ยอดการรับชมของ TikTok ที่เกิดขึ้นง่ายกว่า YouTube ดังนั้น เราจึงมีการปรับเลขบางค่าให้มีความใกล้เคียงกันมากขึ้น เพื่อให้เกิดความยุติธรรมในการวัดผล เช่นเดียวกับรางวัลของกลุ่มแบรนด์และครีเอเตอร์

โดยทั้ง 3 กลุ่มรางวัล ในกลุ่มแบรนด์ ครีเอเตอร์ และ คอนเทนต์ ได้มีการจัดการข้อมูลที่มีขอบเขตตัวเลขที่แตกต่างกันให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน (Data Transformation and Normalization) ซึ่งธรรมชาติของตัวเลขบนโซเชียลมีเดียนั้นกว้างขวาง บางคอนเทนต์อาจนิยมจนสูงถึงหลายสิบล้าน หรืออาจน้อยเพียงหลักหน่วย ด้วยเหตุนี้เพื่อรับมือกับความหลากหลาย และช่วงข้อมูล (Range) ที่ไม่สิ้นสุด จึงจำเป็นต้องแปลงข้อมูลบางส่วนเพื่อให้ข้อมูลมีการกระจายตัวแบบปกติ (Normal Distribution) มากขึ้น รวมถึงการปรับสเกลข้อมูล (Normalize Data) ของทุกปัจจัย ให้อยู่ในค่า 0 ถึง 100 หรือ [0,100] ก่อนนำไปวัดผลทางสถิติ

เพื่อให้การวัดผลมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เราได้จัดการข้อมูลโดยคำนึงถึงความเหมาะสมและความยุติธรรมในการวัดผล โดยเฉพาะเมื่อต้องวัดผลเชิงคุณภาพ เช่น Comment & Share Ratio (สัดส่วนของ Comment, Share เทียบกับ Engagement) หากเราคำนวณโดยนำ Comment, Share ไปหารกับ Engagement ตรง ๆ แม้จะเป็นการคำนวณอย่างถูกต้อง แต่ในแง่การวัดผล อาจแสดงประสิทธิภาพได้ไม่ครบถ้วน กล่าวคือ สำหรับผู้ที่ทำ Engagement ได้ 1,000 กับ 1,000,000 แม้จะได้ Comment หารด้วย Engagement = 5% เท่ากัน แต่ในความเป็นจริง มีความสามารถที่ไม่เท่ากัน* ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีการจัดการข้อมูลและคำนวณค่า Ratio เหล่านี้ด้วยสูตรเฉพาะที่เหมาะสมกับการวัดผลในโซเซียลนั่นเอง เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ออกมานั้น สามารถแสดงความสามารถของครีเอเตอร์ให้ได้ครบถ้วนมากที่สุด

* Comment หารด้วย Engagement = 5% เป็นได้ทั้งกรณี { 50 Comments หารด้วย 1,000 Engagements } หรือ { 50,000 Comments หารด้วย 1,000,000 Engagements } ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว กรณีหลังถือว่าทำประสิทธิภาพคอนเทนต์ได้ดีกว่า

การวัดผลแยกรายกลุ่ม

สุดท้ายแล้ว การคำนวณต่าง ๆ จะแข่งกันภายในกลุ่มเดียวกันเท่านั้น หรือก็คือการ ‘ตัดเกรดอิงกลุ่ม’ นั่นเอง โดยเรามีการเก็บข้อมูลที่หลากหลาย เพื่อให้ได้มุมมองรายกลุ่มที่ครอบคลุมมากที่สุด จากนั้นจึงนำมาประมวลผลด้วยวิธีการทางสถิติรูปแบบต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม เป็นความท้าทายของผู้ที่ทำคอนเทนต์ในการแข่งขัน เพราะแม้ว่าเราจะสร้างตัวเลขประสิทธิภาพการทำงานได้เพิ่มขึ้น แต่หากคู่แข่งในกลุ่มเดียวกันสามารถทำได้โดดเด่นกว่า อาจทำให้คะแนนของเราไม่สูงอย่างที่ตั้งใจไว้

Social Metric for Creator

Social Metric for Creator เป็นเกณฑ์การวัดประสิทธิภาพการสื่อสารของครีเอเตอร์บนโซเซียลมีเดีย ด้วยการวิเคราะห์คอนเทนต์ที่สื่อสารผ่านช่องทางของครีเอเตอร์เอง (Owned Media) เพื่อดูผลตอบรับที่ได้รับในฐานะ ‘ครีเอเตอร์’ หรือผู้สรรค์สร้างคอนเทนต์ในโลกโซเชียลมีเดียอย่างแท้จริง

ครีเอเตอร์ หมายถึง ผู้ผลิตเนื้อหาอย่างมีรูปแบบ คิดวางแผน สร้างสรรค์ ใส่ใจในรายละเอียด และมีความต่อเนื่อง โดยนำเสนอหัวข้อที่เชี่ยวชาญ หรือตรงกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ผ่านรูปแบบการทำคอนเทนต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมีการแบ่งครีเอเตอร์ออกเป็น 2 กลุ่มย่อย ได้แก่

  1. KOL (Key Opinion Leader) หรือ บุคคลที่ได้รับความเคารพและความเชื่อถือ เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง จึงทำให้เป็นบุคคลที่มีอิทธิพลในด้านความคิดของผู้ติดตาม
  2. Celebrity หรือผู้ที่ทำงานในวงการบันเทิง ไม่ว่าจะเป็น นักร้อง นักแสดง วงดนตรี ผู้ประกาศข่าว และพิธีกร โดยสำหรับกลุ่มนี้จะมีการเสริมเกณฑ์ในการพิจารณาคำสนทนาที่บุคคลทั่วไปกล่าวถึงพวกเขาร่วมด้วย (Earned Media) เพื่อดูกระแสตอบรับจากภายนอกในฐานะบุคคลผู้มีชื่อเสียง

เบื้องหลังการคำนวณ เรามีการเก็บรวบรวมข้อมูลทางสถิติกว่า 5,500 แอคเคาท์ จาก 20+ กลุ่ม จากโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มหลัก โดยใช้ปัจจัยสำคัญ 54 ปัจจัย ทั้งในเชิงปริมาณ (Quantity) และเชิงคุณภาพ (Quality) เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าชี้วัดประสิทธิภาพการสื่อสารของครีเอเตอร์บนโซเชียลมีเดีย (Social Metric Score)

เกณฑ์ในการพิจารณาขั้นแรกของ Social Metric for Creator

เพื่อให้ได้มาซึ่งครีเอเตอร์ที่สามารถสร้างคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มหลักของตัวเองได้เป็นอย่างดี เกณฑ์ในการพิจารณาขั้นแรกของ Social Metric for Creator จึงเป็นการคัดเลือกผู้เข้ารอบ (Shortlist) ผู้ที่ทำประสิทธิภาพของคอนเทนต์บนช่องทางของตัวเองได้อย่างโดดเด่น โดยต้องมีคุณสมบัติอย่างน้อย 1 ข้อ ดังต่อไปนี้:

  • ครีเอเตอร์ที่มีค่าชี้วัดประสิทธิภาพการสื่อสารของครีเอเตอร์บนโซเชียลมีเดีย (Social Metric Score) บนโซเซียลแพลตฟอร์มหลักได้สูงสุดเป็นลำดับต้น ๆ เมื่อเทียบกับคนอื่นในกลุ่มเดียวกัน
  • ครีเอเตอร์ที่สามารถทำ Engagement บนโซเซียลแพลตฟอร์มหลักตลอดทั้งปี ได้สูงสุดเป็นลำดับต้น ๆ เมื่อเทียบกับคนอื่นในกลุ่มเดียวกัน
  • ครีเอเตอร์ที่สามารถทำยอดวิวของ YouTube หรือ TikTok ตลอดทั้งปี ได้สูงสุดเป็นลำดับต้น ๆ เมื่อเทียบกับคนอื่นในกลุ่มเดียวกัน

อาจกล่าวได้ว่า ครีเอเตอร์ที่มีคุณสมบัติดังกล่าวจะต้องมีความโดดเด่นกว่าคนอื่น ๆ นั่นเอง

การวิเคราะห์ข้อมูล Owned Media และ Earned Media

เพราะครีเอเตอร์ต่างต้องการสร้างพื้นที่ของตัวเองให้แข็งแกร่ง เราจึงให้ความสำคัญกับการพิจารณาประสิทธิภาพคอนเทนต์ของช่องทาง Official Account (Owned Media) เป็นหลัก โดยครีเอเตอร์ที่ทำงานในวงการบันเทิง ได้แก่ นักร้อง นักแสดง วงดนตรี ผู้ประกาศข่าวและพิธีกร จะมีการพิจารณาความเห็นของชาวโซเชียล หรือช่องทางอื่น ๆ ที่กล่าวถึงครีเอเตอร์เพิ่มเติมด้วย เช่น สื่อ, อินฟลูเอนเซอร์ หรือบุคคลทั่วไป (Earned Media) ซึ่งเป็นการวัดประสิทธิภาพจากช่องทางอื่น ๆ ที่มีการพูดถึงพวกเขา เพื่อให้เกิดความสมดุลในฐานะครีเอเตอร์ผู้ทำอาชีพในสายบันเทิง

สำหรับการวัดผลทาง Earned Media เราได้มีการเก็บข้อมูลด้วยเครื่องมือ Zocial Eye โดยใช้คีย์เวิร์ดที่กล่าวถึงชื่อครีเอเตอร์สายบันเทิงมากกว่า 3,500 คีย์เวิร์ด เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ครบถ้วนมากที่สุด

การวิเคราะห์ปัจจัยด้านปริมาณ (Quantity) และคุณภาพ (Quality)

การวิเคราะห์เพื่อทำให้เกิดความครอบคลุมในการวัดผลบนโซเชียลมีเดียที่มีปัจจัยอยู่มากมาย และยังมีมุมในการวิเคราะห์ที่หลากหลาย จำเป็นต้องอาศัยปัจจัยในด้านปริมาณ (Quantity) ซึ่งแสดงถึงการรับรู้ของชาวโซเชียลที่มีต่อครีเอเตอร์ ควบคู่กับด้านของคุณภาพ (Quality) ที่เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้น ว่าคอนเทนต์นั้นจะต้องมีคุณภาพอีกด้วย 

ปัจจัยการวัดประสิทธิภาพด้านปริมาณ

  • Follower: จำนวนผู้ติดตาม
  • View & Interaction: จำนวนความสนใจที่บุคคลมีต่อเนื้อหาของครีเอเตอร์
  • Number of Voice: คำสนทนาที่พูดถึงครีเอเตอร์บนโซเชียลมีเดีย (*เฉพาะครีเอเตอร์ที่ทำงานในวงการบันเทิง)

ปัจจัยการวัดประสิทธิภาพด้านคุณภาพ

  • Comment & Share Ratio: สัดส่วนการแสดงความคิดเห็น และการส่งต่อเนื้อหา เมื่อเทียบกับค่าปฏิสัมพันธ์โดยรวม

การวัดผลข้ามแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นตามเนื้อหาการสร้างคอนเทนต์

เพราะครีเอเตอร์แต่ละคนมีการใช้งานแพลตฟอร์มที่แตกต่างกัน อาจเป็นไปตามกระแส ความถนัด หรือขึ้นอยู่กับเนื้อหาและไลฟ์สไตล์ของครีเอเตอร์คนนั้น ๆ เราจึงปรับให้ความสำคัญ (Weighted) รายแพลตฟอร์มของแต่ละคนให้เหมาะสม โดยให้ความสำคัญ (Weighted) สูงสุด กับแพลตฟอร์มที่ครีเอเตอร์คนนั้น ๆ สามารถทำได้ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม แต่ละแพลตฟอร์มต่างมีความยากง่ายในการสร้าง Interaction ที่แตกต่างกัน เช่น ยอดวิวของ TikTok ที่เกิดขึ้นง่ายกว่า YouTube ดังนั้น เราจึงมีการปรับการคำนวณบางค่าให้มีความใกล้เคียงกันมากขึ้น เพื่อให้เกิดความยุติธรรมในการวัดผล

ทั้งนี้ การทำคอนเทนต์หลายแพลตฟอร์ม เป็นส่วนเสริมช่วยให้คะแนนสูงขึ้นได้ แต่หากทำแล้วประสิทธิภาพไม่ดี หรือทำคะแนนได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จะมีการตัดสิทธิ์ (Disqualified) การคำนวณคะแนนในแพลตฟอร์มนั้นด้วย

เกณฑ์ความเหมาะสมทางด้านจริยธรรมของผู้รับรางวัล

ทุกเกณฑ์การวัดผลจะถูกประเมินด้านความเหมาะสมทางจริยธรรมตามหลักการ 7 ข้อต่อไปนี้ โดยพิจารณาตามดุลยพินิจของคณะกรรมการจริยธรรม และผลการตัดสินถือเป็นที่สิ้นสุด

1. ความโปร่งใส, การเปิดเผยและความถูกต้องของข้อมูล : (Transparency, Accuracy and Disclosure) : มีความโปร่งใสในการดำเนินงาน เปิดเผยผลประโยชน์ส่วนตนต่อสาธารณะ มีความถูกต้องของข้อมูลที่นำเสนอ และหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข่าวลือหรือข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

2. การเคารพสิทธิส่วนบุคคลและข้อมูลส่วนบุคคล (Respect for Privacy and Data Protection) : เคารพความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่น โดยไม่เข้าข่ายการละเมิด PDPA โดยเฉพาะการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต

3. การไม่ผลิตเนื้อหาที่สร้างความเกลียดชังหรือด้อยค่าผู้อื่น (No Hate Speech or Discrimination) :
ไม่ผลิตหรือส่งเสริมเนื้อหาที่สร้างความเกลียดชัง ดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือละเมิดความรู้สึก คุกคาม หรือด้อยค่าบุคคล ชุมชน วัฒนธรรม หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าจะโดยตรงหรือทางอ้อม

4. การเคารพต่อทรัพย์สินทางปัญญา (Responsible Use of User-Generated) : เคารพทรัพย์สินทางปัญญา โดยต้องขออนุญาตหรือให้เครดิตอย่างถูกต้อง

5. การปฏิบัติตามข้อกำหนดของแพลตฟอร์ม (Compliance with Platform Policies) : ไม่ละเมิดหลักเกณฑ์หรือมาตรฐานการวัดผลของแพลตฟอร์มที่ใช้เผยแพร่เนื้อหา

6. การแก้ไขข้อผิดพลาดให้ถูกต้อง (Accountability and Corrections): การยอมรับผิด, แสดงความรับผิดชอบโดยแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น

7. ความรับผิดชอบในระดับผู้นำ (Direct Leadership Responsibility): ในกรณีที่องค์กร บริษัท กรรมการบริหาร ละเมิดหลักจริยธรรมอย่างชัดเจน จะไม่ได้รับการพิจารณาในการรับรางวัล

1 “กิจกรรมที่เข้าข่ายสแปมและการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ไม่เป็นธรรมชาติ” อันมีรายละเอียดดังต่อไปนี้:
     1. นิยามความหมายของกิจกรรมที่เข้าข่ายสแปมและการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ไม่เป็นธรรมชาติ
กิจกรรมที่เข้าข่าย “สแปม” หรือ “การสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ไม่เป็นธรรมชาติ” ซึ่งจะไม่ถูกนำมาพิจารณาประกอบการการวัดผล ได้แก่: 1.1) การโพสต์ความคิดเห็นซ้ำๆ โดยไม่มีเนื้อหา (เช่น ใช้ emoji หรือคำสั้นๆ ซ้ำกันจำนวนมากในโพสต์) 1.2) การสร้าง engagement โดยใช้วิธีที่ไม่เป็นธรรมชาติ เช่น การปั่นยอดไลก์, แชร์, การรับชมและการเข้าถึง, คอมเมนต์จากบัญชีปลอมหรือไม่มีตัวตนจริง 1.3) การแสดงความคิดเห็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับแบรนด์
     2. การตรวจสอบและการบังคับใช้
TSA จะทำการสุ่มตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง 90 วัน นับจากวันที่ทำการสรุปผลของการวัดผลในแต่ละเดือน และเมื่อมีการตรวจพบกิจกรรมที่เข้าข่ายสแปม TSA จะไม่นับคะแนนนั้นเป็นส่วนหนี่งของการคำนวณการวัดผล
TSA ขอสงวนสิทธิ์ในการไม่เปิดรับการร้องเรียนหรืออุทธรณ์จากบุคคลภายนอก และการพิจารณาของ TSA ถือเป็นที่สิ้นสุด โดยให้ข้อกำหนดของหลักเกณฑ์ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ประกาศหลักเกณฑ์ฉบับนี้เป็นต้นไป
อนึ่ง เกณฑ์การวัดผลนี้ถูกนำมาใช้เพื่อรักษามาตรฐานของงานประกาศรางวัลและสะท้อนศักยภาพของแบรนด์ในการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์และมีคุณภาพบนโลกออนไลน์